Cloud Computing คืออะไร?

ความหมายของ Cloud Computing หรือ การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ นั้นยังไม่มีการให้นิยามที่เป็นทางการ แต่ที่ถูกอธิบายและเข้าใจโดยส่วนใหญ่นั้น คือการให้บริการใดบริการหนึ่งทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศกับผู้ใช้ ผ่าน converged infrastructure และ shared services ซึ่งก็คือการรวบรวมทรัพยากรต่างๆ อาทิเช่น หน่วยประมวลผล, หน่วยจัดเก็บข้อมูล, ระบบ Network และระบบอื่นๆ ที่จำเป็น รวมไปถึงแอพพลิเคชั่นต่างๆ มาเชื่อมโยงไว้ด้วยกันและมีการใช้งานร่วมกันระหว่างผู้ใช้หลายๆ คน โดยที่ผู้ใช้งานนั้นไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในเชิงเทคนิคและทราบรายละเอียดทางด้านโครงสร้างต่างๆ ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

Cloud-1

โดยผู้ใช้สามารถระบุความต้องการการใช้บริการ เช่น ความสามารถในการประมวลผล, พื้นที่จัดเก็บข้อมูล เป็นต้น จากนั้นระบบจะจัดสรรทรัพยากรและบริการให้ตรงกับความต้องการผู้ใช้ ทั้งนี้ระบบสามารถเพิ่มและลดจำนวนของทรัพยากร ให้พอเหมาะกับความต้องการได้ตลอดเวลา

ซึ่งการให้บริการแบบ Cloud Computing เป็นการใช้งานทรัพยากรร่วมกัน คล้ายกับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ (เช่น ระบบไฟฟ้า, ประปา) จึงทำให้เกิดการเชื่อมโยง (coherence) และมีความคุ้มค่า (economies of scale) ในการใช้งานทรัพยากรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

คุณลักษณะเด่นของระบบ Cloud Computing มีการแจกแจงไว้โดย National Institute of Standards and Technology ให้เป็น “five essential characteristics” ดังนี้

1) On-demand self-service : ผู้ใช้บริการสามารถระบุความต้องการและขอใช้บริการทรัพยากรได้ด้วยตัวเอง

2) Broad network access : สามารถเข้าใช้งานบริการได้หลากหลายช่องทาง

3) Resource pooling : การนำเอาทรัพยากรต่างๆ มารวมและใช้งานร่วมกัน ทำให้เกิดความคุ้มค่าและได้ประโยชน์สูงสุด

4) Rapid elasticity : มีความยืดหยุ่นในการให้บริการ สามารถปรับเปลี่ยนทรัพยากรได้ตามความต้องการ

5) Measured service : สามารถติดตามและวัดปริมาณการใช้งานของบริการด้านต่างๆ ได้

Cloud Computing สร้างความเหนือกว่าให้กับธุรกิจอย่างไร

เนื่องจากระบบ Cloud Computing มีความยืดหยุ่นสูง จึงสามารถรองรับกับธุรกิจยุคใหม่ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงในทุกวินาที และด้วยระบบการจัดการทรัพยากรแบบ On-demand self-service ส่งผลให้องค์กรสามารถเพิ่ม ลด และปรับเปลี่ยนระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรได้ทันทีที่ต้องการตามนโยบายการดำเนินธุรกิจ โดยไม่จำเป็นต้องรอการสั่งซื้อและติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ อีกต่อไป

ปกติในมุมมองของการทำธุรกิจ การเพิ่มเติมหน่วยงานหรือขยายธุรกิจออกไป จำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุนการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรมักถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นการลงทุนเพื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่ อีกทั้งยังถือเป็นการลงทุนที่ยังไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ชัดเจน และอาจทำให้องค์กรต้องแบกรับภาระต้นทุนค่อนข้างสูง แต่เมื่อองค์กรเปลี่ยนมาใช้ Cloud Computing การเพิ่มการใช้งานสำหรับให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีต้นทุนที่ต่ำลง เพราะโครงสร้าง Infrastructure ทั้งหมดจะถูกสร้างเป็นระบบเสมือนและมีการใช้งานทรัพยากรร่วมกัน อีกทั้งมีความยืดหยุ่นและสามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การตัดสินใจในการต่อยอดทางธุรกิจเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น หรือในกรณีที่องค์กรต้องการลดการลงทุนทางด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์ ก็สามารถพิจารณาเลือกใช้บริการจาก Cloud Service Provider ได้ ดังนั้น Cloud Computing จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้องค์กรสามารถประหยัดต้นทุนทางด้านไอทีได้ในระยะยาว

 

Deployment models

Cloud Computing มีรูปแบบการใช้งานแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการใช้งานดังนี้

  • Private Cloud
  • Public Cloud
  • Hybrid Cloud

Cloud2

Private Cloud

คือ ระบบ Cloud Computing ส่วนตัวที่มีการจัดเตรียมและติดตั้งทรัพยากรต่างๆ ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นมา พร้อมมีการบริหารจัดการ เพื่อรองรับการให้บริการสำหรับผู้ใช้งานขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น โดยจะเป็นการติดตั้งภายในองค์กร หรือติดตั้งภายนอกก็ได้ และการบริหารจัดการระบบจะทำโดยบุคลากรขององค์กรหรือโดยผู้ให้บริการภายนอก (Third-party) ก็ได้เช่นกัน

เนื่องจาก Private Cloud องค์กรจะสามารถควบคุมและจัดการระบบทั้งหมดได้ด้วยตนเอง ดังนั้นจึงมีความปลอดภัยสูง และองค์กรสามารถควบคุมระบบได้อย่างเบ็ดเสร็จ

Public Cloud

คือ ระบบ Cloud Computing แบบสาธารณะที่ถูกสร้าง ออกแบบ, ดูแลจัดการทรัพยากรและให้บริการด้านต่างๆ โดยผู้ให้บริการภายนอก (Cloud Service Provider) และเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้ามาใช้งานร่วมกันได้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้งานจะมีสิทธิในการควบคุมทรัพยากรและบริการที่จำกัด ขึ้นอยู่กับการอนุญาตและมอบสิทธิจากผู้ให้บริการ ซึ่งบริการ Public Cloud มีทั้งแบบที่เสียค่าใช้จ่ายและที่ใช้งานได้ฟรี

ตัวอย่างของผู้ให้บริการ Public Cloud ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เช่น Amazon AWS, Microsoft Azure, Saleforce, Google App เป็นต้น

ข้อดีที่เห็นได้ชัดของ Public Cloud คือการลงทุนเริ่มต้นต่ำ และมีค่าใช้จ่ายที่เป็นจริงตามความต้องการที่ใช้งาน แต่ก็ต้องแลกด้วยความปลอดภัยของข้อมูลและการขาดความหยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ

Cloud3

Hybrid Cloud

คือ ระบบ Cloud Computing ที่ผสมผสานระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud ให้สามารถทำงานเชื่อมต่อกันได้ โดยผู้ใช้สามารถขยายการใช้งานจาก Private Cloud บน Data Center ขององค์กรไปยัง Public Cloud จากผู้ให้บริการ เพื่อการใช้งานเฉพาะอย่างและยังสามารถกลับมาใช้ Private Cloud ได้เมื่อต้องการ

ตัวอย่างการใช้งาน Hybrid Cloud มีได้หลายแบบ เช่น ทำการเก็บข้อมูลสำคัญทางธุระกิจต่างๆ ขององค์กร ไว้บน Private Cloud ขององค์กร และทำการเชื่อมต่อไปใช้งาน business intelligence service บน Public Cloud เพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจบางอย่างที่ต้องการ ซึ่งจะทำให้องค์กรไม่ต้องลงทุนในการติดตั้งระบบ BI ทั้งหมดเอง

หรืออีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การขยายไปใช้งาน Public Cloud เมื่อมีความต้องการใช้ทรัพยากร อาทิเช่น Computing Power, Storage Capacity เพิ่มขึ้นเป็นการชั่วคราวสำหรับการให้บริการต่างๆ ขององค์กร และเมื่อความต้องการใช้ทรัพยากรกลับสู่ภาวะปกติ ก็ทำการยกเลิกการใช้งาน Public Cloud กลับมาใช้เฉพาะ Private Cloud ที่มีอยู่

 

** หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อทีมงานแทนเจอรีนที่ info@tangerine.co.th หรือ 02-285-5511

ติดต่อเรา