ช่วงนี้วงการ AI คึกคักมากครับ โดยเฉพาะสาย AI วาดรูป ยิ่งของ Google ยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโมเดลที่นักพัฒนาไทยพูดถึงอย่างมากคือ Nano Banana Pro ที่เขาว่ากันว่าสร้างภาพพร้อมข้อความภาษาไทย ออกมาสวยกริบ ไม่เป็นภาษาต่างดาวเหมือนเมื่อก่อน

ตัวอย่างความเก่งในเรื่องตัวอักษรไทย เอามาเล่าในมุม AI Engineers Trip in Japan ครับ
แต่พอมันเริ่มเก่ง จนวาดรูปสวย เขียนตัวหนังสือชัด ปัญหาที่มักจะโดนถาม (หรือบางครั้งก็ถามตัวเอง) คือ
“คุณตั๋งครับ แล้วรูปพวกนี้ลิขสิทธิ์เป็นของใคร? เอาไปขายได้ไหม? แล้วถ้ามันวาดตัวหนังสือสวย ๆ ออกมา เราจะโดนฟ้องเรื่อง Font ไหมครับ ?“
วันนี้ผมเลยขอถอดหมวก Engineer มาสวมหมวกกึ่ง ๆ นักกฎหมาย (แบบสมัครเล่นแต่เน้น reference) มาชวนคุยเรื่องนี้กันครับ คิดว่าเพื่อน ๆ อ่านจบแล้วจะกล้าใช้ AI แบบสบายใจขึ้นนะครับ
ลิขสิทธิ์กับเชิงพาณิชย์ = คนละเรื่องเดียวกัน
ก่อนอื่นต้องแยก 2 คำนี้ออกจากกันก่อนนะครับ ลิขสิทธิ์ (Copyright) กับ สิทธิ์ในการใช้เชิงพาณิชย์ (Commercial Use)
- ลิขสิทธิ์ (Copyright) ปัจจุบันสำนักงานลิขสิทธิ์ในหลายประเทศ (เช่น US Copyright Office) ยังยืนยันหลักการว่า “ลิขสิทธิ์ต้องเกิดจากมนุษย์สร้างสรรค์เท่านั้น” แปลว่า ถ้าเราพิมพ์ Prompt ให้ AI วาดรูปเพียว ๆ รูปนั้น อาจจะ ไม่มีใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เลยครับ (Public Domain) คือใครก็เอาไปใช้ได้
- เชิงพาณิชย์ (Commercial Use): อันนี้คือ เราเอาไปขายหรือใช้หาเงินได้ไหม คำตอบส่วนใหญ่คือ ได้ครับ ถ้า Platform ที่เราใช้ระบุไว้ใน Terms of Service
สรุปง่าย ๆ เราเอารูป AI ไปทำโฆษณาขายของได้ (Commercial Use) แต่ถ้าคู่แข่งเอารูปเดียวกันไปใช้ เราอาจจะไปฟ้องห้ามเขาไม่ให้ใช้ไม่ได้ (เพราะเราอาจไม่ได้ถือ Copyright) เว้นแต่เราจะเอามา Edit ต่อเยอะมากๆ จนเกิดเป็นผลงานใหม่ครับ แต่นั่นก็ต้องสืบกลับถึงไฟล์ต้นฉบับ หรือเอกสารบันทึก หลักฐานต่างๆ ที่แสดงกระบวนการคิด หรือ effot ที่เราลงแรงไปกับมันครับ
ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4 “ลิขสิทธิ์” หมายความว่า สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำการใด ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับงาน ที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น
ซึ่งครอบคลุมรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์, โค้ด, ภาพวาดและภาพถ่ายด้วยที่ Engineer อย่างเราต้องทราบสิ่งเหล่านี้
ผมขออนุญาตขยายความเรื่องลิขสิทธิ์ดังกล่าวลงลึกถึงเอกสารอย่างเป็นทางการของ US Copyright office บ้าง อ้างอิง Copyright Registration Guidance: Works Containing Material Generated by Artificial Intelligence
1. มนุษย์ต้องเป็นผู้สร้างสรรค์ (Human Authorship)

สำนักงานจะไม่จดทะเบียนงานที่สร้างโดยเครื่องจักร โดยปราศจากการสร้างสรรค์หรือการแทรกแซงจากมนุษย์
2. แค่ Prompt ไม่พอ (Prompts Alone are Insufficient)

เมื่อ AI ได้รับแค่ Prompt แล้วสร้างผลงานออกมา องค์ประกอบความเป็นเจ้าของผลงานถูกกำหนดโดยเทคโนโลยี ไม่ใช่มนุษย์
3. ผลลัพธ์คือไม่มีลิขสิทธิ์ (Public Domain)
เมื่อไม่มี Human Author งานนั้นจึงไม่ได้รับการคุ้มครองทางลิขสิทธิ์ (ซึ่งในทางกฎหมายลิขสิทธิ์สหรัฐฯ หากไม่มีใครถือลิขสิทธิ์ งานนั้นก็จะตกเป็นของสาธารณะ หรือ Public Domain โดยปริยายในส่วนของภาพที่ AI สร้างออกมาครับ)
แล้วถ้าเป็นภาพที่สร้างจาก Gemini App ล่ะ ?

ช่วงนี้กำลังฮิตมากเลยครับที่เราสามารถใช้ Gemini App สร้างรูปภาพด้วย Nano Banana Pro ได้ อันนี้เอาไปใช้ได้ไหม
อ้างอิงจาก Google Generative AI Additional Terms of Service และข้อมูลจาก Gemini App Support มีประเด็นสำคัญที่ผู้ใช้ต้องรู้ คือ:
Google ให้สิทธิ์ความเป็นเจ้าของ (Ownership): โดยหลักการแล้ว Google ไม่ได้อ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในเนื้อหาที่คุณสร้าง (Generated Content) คุณสามารถนำไปใช้ได้ รวมถึงในเชิงพาณิชย์ (ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด)

แต่ “ความรับผิดชอบ” อยู่ที่คุณ 100%: นี่คือจุดสำคัญครับ Google ระบุไว้ชัดเจนว่าผู้ใช้งานต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการนำเนื้อหานั้นไปเผยแพร่

Generative AI Prohibited Use Policy
ความเหมือนกับลิขสิทธิ์ (Similarity & Copyright)
หากภาพที่ Gemini สร้างออกมา บังเอิญไปเหมือน หรือมีองค์ประกอบที่ไปละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีอยู่เดิม (เช่น หน้าตาคล้ายตัวการ์ตูนดัง, โลโก้แบรนด์, หรือลายเส้นศิลปินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากๆ) ถ้าคุณนำไปใช้แล้วโดนฟ้อง คุณต้องรับผิดชอบเองครับ เพราะถือเป็น วิจารณญาณของผู้ใช้ ที่จะต้องตรวจสอบก่อนเผยแพร่

เราต้องยอมรับข้อกำหนดทั้งหมดก่อนใช้ตามเอกสาร Generate & edit images with Gemini Apps
คำแนะนำจากผม: การใช้ Gemini App เหมาะมากสำหรับการหาไอเดีย, ทำ Storyboard, หรือใช้ภายใน (Internal Use) แต่ถ้าจะนำไปขึ้น Billboard หรือทำ Product ขาย ผมแนะนำให้ตรวจสอบภาพนั้นอย่างละเอียด หรือใช้ Vertex AI ที่มีฟีเจอร์ช่วยตรวจสอบและมี Indemnification จะปลอดภัยต่อธุรกิจมากกว่าครับ
ปัญหาโลกแตก: เมื่อ AI วาด “ตัวหนังสือ”
มาถึงประเด็นร้อนที่หลายคนมองข้าม คือเรื่อง Font ครับ
ยิ่งช่วงหลังมีโมเดลอย่าง Nano Banana Pro หรือรุ่นใหม่ๆ ที่เจน Text ภาษาไทยลงไปในภาพได้ (เช่น ป้ายร้าน, โลโก้, Infographic) คำถามคือ … มันไปเอา Font ใครมาหรือเปล่า?

Understanding IP Infringement Risk in Typeface Use in AI-Generated Content
ตรงนี้ผมไปเจอข้อมูลน่าสนใจจาก Bennett Jones ซึ่งต้องขอบอกก่อนว่า Bennett Jones นี่ไม่ใช่ชื่อคนในหมู่บ้านผมนะครับ แต่เป็น สำนักงานกฎหมายชั้นนำระดับโลก จากแคนาดาที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา (IP) สูงมาก บทความของเขาช่วยไขข้อข้องใจเรื่องนี้ได้ดีมาก โดยต้องแยกสองคำนี้ครับ
- Font (ฟอนต์) คือ ซอฟต์แวร์ หรือไฟล์โปรแกรม (
.ttf,.otf) ที่เราติดตั้งลงเครื่อง อันนี้มีลิขสิทธิ์แบบ Software แน่นอน กล่าวคือมันเป็นเครื่องมือสร้างตัวอักษร - Typeface (รูปแบบตัวอักษร) คือ ดีไซน์ หรือหน้าตาของตัวอักษรที่เราเห็น
ในสมัยก่อนที่ AI ยังสร้างภาพที่มีตัวอักษรไม่ได้เนียนเท่านี้ เราก็จะคุ้นเคยกับโปรแกรมแต่งภาพอย่าง Photoshop ซึ่งบางท่านอาจไม่ใช่ Font ที่ดาวน์โหลดมาโดยไม่ให้ credit หรือ ไม่ได้ซื้อใช้อย่างถูกต้อง ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์
เพราะคุณไปใช้ Font ที่เป็นเครื่องมือที่เขาสร้างมาในการทำ Typeface แปะในชิ้นงานครับ ผลลัพธ์ที่เห็นบนภาพที่เป็น Typeface จึงได้รับการคุ้มครองจาก Font ซึ่งถึงเป็นลิขสิทธิ์ซอร์ฟแวร์ไปแล้วนั่นเอง
ดังนั้นจึงเกิดการตีความที่สับสนว่า ถ้า AI เจนตัวอักษรเองได้ มันก็ไม่ได้ใช้ Font แล้วน่ะสิ ดังนั้นมันออกมาเป็น Typeface เลยก็ไม่ผิดลิขสิทธิ์ … เดี๋ยวนะ มันตีความแบบนี้ไม่ได้ครับ แม้ว่าข้ามเรื่อง Font ไปแล้ว แต่ก็มีเรื่อง Typeface
งั้นเรามาดูกันว่า AI วาดตัวอักษรทำงานยังไง
AI ไม่ได้ติดตั้งไฟล์ Font ลงไปในตัวมันครับ แต่มันเรียนรู้จากภาพมหาศาล จนมันจำได้ว่า “ก.ไก่ แบบโมเดิร์นหน้าตาเป็นแบบนี้” แล้วมันก็วาด (Render) ขึ้นมาใหม่
เรามาดูมุมมองจาก Bennett Jones กัน เขาชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจว่า
แต่ ! (มีแต่เสมอครับ) ในบางประเทศ หรือบางกรณี ถ้า Typeface นั้นมีเอกลักษณ์สูงมากและถูกจดทะเบียนเป็น งานศิลปกรรม หรือมี Design Patent การที่ AI วาดออกมาเหมือนเป๊ะๆ ก็อาจจะมีความเสี่ยงเรื่องการละเมิดในแง่การออกแบบได้
การที่ AI วารูปแบบตัวอักษร (Typeface) ขึ้นมา โดยไม่ได้ใช้ไฟล์ Software Font อาจจะไม่ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ในแง่ของ Software

คือความน่ากลัวตอนนี้ไม่ใช่เรื่องใช้ Font ผิดลิขสิทธิ์แล้ว แต่ Typeface ที่ใช้ต่างหาก มันเป็นผลงานการออกแบบที่ต้องใช้มันสมอง, ความคิดสร้างสรรค์ และผลิตผลจากใครหรือเปล่า แล้วเจ้าของผลงานสามารถอ้างถึงลิขสิทธิ์เหล่านั้นได้หรือไม่?
ตัวอย่างง่าย ๆ

โลโก้จะมีความเป็น Typeface หน่อย ๆ
เหมือนคุณให้จิตรกรวาดโลโก้ Coca-Cola ลงบนผ้าใบ จิตรกรไม่ได้ขโมยไฟล์โลโก้มาแปะ แต่เขาวาดเหมือนจนคนเข้าใจผิด นั่นแหละครับความเสี่ยงที่ AI กำลังเผชิญ
วิธีรับมือฉบับ Bennett Jones
พออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนเริ่มคิดแล้วว่า จะใช้ AI ทั้งทีมันยากขนาดนี้เลยหรอ อันที่จริงทีมกฎหมายเขาก็ไม่ได้ขู่อย่างเดียว เขามีคำแนะนำมาให้ด้วยว่า ถ้าไม่อยากโดนฟ้อง เราต้องทำยังไง ผมสรุปเป็นภาษาคนทำงานมาให้ 5 ข้อครับ

1. อ่านเงื่อนไขให้เคลียร์ (Understand Licensing Terms) ก่อนจะกด Download หรือหยิบ Font ไหนมาใช้ อย่าเพิ่งรีบกด “I Agree” รัวๆ ครับ ให้สละเวลาอ่าน Licensing Terms สักนิด
- เช็คให้ชัวร์ว่า License นั้นครอบคลุมสิ่งที่เราจะทำไหม?
- ใช้ส่วนตัว (Personal)? ใช้เชิงพาณิชย์ (Commercial)? หรือใช้บนเว็บ (Web Use)?
- บาง Font อนุญาตให้ใช้ใน Print Ad แต่ห้ามใช้ใน Video หรือห้ามเอาไปทำ Logo ก็มีนะครับ ต้องดูดีๆ
2. ยอมจ่ายเพื่อความชัวร์ (Purchase Licenses) วิธีที่ง่ายที่สุดและปลอดภัยที่สุด คือ ซื้อของแท้ ครับ การลงทุนซื้อ Font License จากแหล่งที่เชื่อถือได้ นอกจากจะการันตีว่าเราทำถูกกฎหมาย (Compliance) 100% แล้ว ยังเป็นการสนับสนุน Designer ตัวจริงที่เขาอดหลับอดนอนสร้างสรรค์ผลงานด้วยครับ
3. ระวังกับดัก ของฟรี (Avoid Free Font Pitfalls) ในโลกอินเทอร์เน็ต คำว่า “Free Download” บางทีมันคือน้ำผึ้งอาบยาพิษครับ
- Bennett Jones เตือนว่า เว็บแจก Font ฟรีหลายเว็บ อาจจะบอกข้อมูลไม่หมด หรือบอกว่าฟรี แต่จริงๆ แล้ว “ฟรีแค่ใช้ส่วนตัว” (Personal use only) พอเอามาทำธุรกิจปุ๊บ ผิดปั๊บ
- สำหรับภาคธุรกิจ ผมแนะนำให้เลี่ยงการโหลดจากเว็บรวมของฟรีที่ไม่เป็นทางการ แล้วไปใช้ Google Fonts หรือ Adobe Fonts ที่เช็คสิทธิ์ได้ชัดเจนกว่าครับ
4. ใช้ AI อย่างรับผิดชอบ (Use AI Responsibly) ข้อนี้สำคัญสำหรับยุค Gen AI ครับ ถ้าเราใช้เครื่องมืออย่าง Nano Banana Pro หรือ Imagen ในการสร้าง Typeface หรือดัดแปลงตัวอักษร ต้องเช็คผลลัพธ์มันไปเหมือนหรือลอกงานใครมาหรือเปล่าแบบเป๊ะ ๆ ไหม?
5. ไม่ชัวร์… ถามผู้รู้ (Consult Legal Professionals) ถ้าโปรเจกต์นั้นใหญ่มาก เป็น Global Campaign หรือมูลค่าสูง แล้วเราไม่แน่ใจเรื่องลิขสิทธิ์ Typeface หรือสถานะของรูปที่ AI เจน ออกมา ให้ปรึกษาฝ่ายกฎหมายก่อนครับ
Developer Survival Guide
ในฐานะที่เราเป็นคนทำงานสาย Tech และต้องเอาของพวกนี้ไปใช้จริง ผมมีคำแนะนำ เอาแบบที่ผมใช้เลยนะ ดังนี้ครับ
- หลีกเลี่ยงชื่อเฉพาะใน Prompt อย่าพิมพ์ชื่อ Font ตรงๆ ลงไปใน Prompt เช่น “Title text in DB Helvethaica style” แบบนี้เสี่ยงครับ ให้ใช้คำอธิบายอารมณ์แทน เช่น “Modern, minimalist, bold Thai typography”
- ใช้ AI เป็น Draft, จบงานด้วยคน ให้ Nano Banana Pro หรือ Imagen เจน layout ข้อความมาให้เห็นภาพรวม แต่ตอนทำ Final Artwork แนะนำให้ Designer พิมพ์ทับด้วย Font ที่เราซื้อลิขสิทธิ์มาถูกต้อง วิธีนี้ปลอดภัย 100% แถมได้ Vector คมชัดด้วย
- เลือกใช้ Platform ที่วางใจได้ การรันโมเดลบน Google Cloud Vertex AI เราจะได้เรื่องความปลอดภัยของข้อมูล (Data Privacy) และเรื่อง IP protection ที่ชัดเจนกว่าการไปรันโมเดลเถื่อนครับ
- ตรวจสอบ License ของโมเดล ถ้าไปโหลดโมเดลแปลกๆ (Custom Model) มาใช้ เช็คดูให้ดีว่า Dataset ที่เขาเอามาเทรน มัน Clean แค่ไหน
บทส่งท้าย
เรื่องลิขสิทธิ์กับ AI ยังเป็นเรื่องใหม่มาก กฎหมายทั่วโลกก็กำลังวิ่งไล่ตามเทคโนโลยีอยู่ครับ แต่ในฐานะผู้ใช้งาน การรู้เขารู้เราและเลือกใช้เครื่องมือจากผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ จะช่วยลดความเสี่ยงให้ธุรกิจเราได้มากที่สุด
การเลือกใช้ Cloud Provider ก็เหมือนเลือกพาร์ทเนอร์ทางกฎหมายไปในตัว ถ้าใครกำลังมองหาโซลูชัน AI บน Google Cloud ที่ทั้งเก่งและปลอดภัย หรืออยากปรึกษาว่า เอ๊ะ จะเอา Generative AI มาใช้ในองค์กรยังไงไม่ให้ทนายดุ
ทักมาคุยกับผมหรือทีมงานได้เลยครับ เราพร้อมช่วยดูแลทั้งเรื่อง Tech และแชร์ Best Practice ให้คุณมั่นใจก่อน Go Live แน่นอน !

