สวัสดีครับทุกคน ผมเชื่อว่าตอนนี้หลายๆ คนคงได้ยินข่าวกันมาบ้างแล้วว่า Google Agentspace เปิดตัวในแบบ General Availability (GA) อย่างเป็นทางการ ซึ่งสำหรับคนทำงานอย่างผมแล้ว ต้องบอกเลยว่านี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Generative AI ในโลกธุรกิจเลยครับ เพราะมันไม่ได้เป็นแค่ AI ธรรมดา แต่เป็นแพลตฟอร์มที่รวมทุกอย่างที่จำเป็นไว้ในที่เดียว ทั้ง Gemini, Google Search และที่สำคัญที่สุดคือ ข้อมูลภายในองค์กรของเรา
วันนี้ผมเลยอยากจะมาสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าเจ้า Agentspace มันคืออะไร มีดีอะไรบ้าง และจะนำมาปรับใช้กับงานในบริษัทของเราได้ยังไงบ้างครับ
Google Agentspace คืออะไร และทำไมผมต้องตื่นเต้น ?
ลองนึกภาพตามนะครับว่าปกติเวลาที่เราอยากได้ข้อมูลอะไร เราก็ต้องไปค้นหาตามที่ต่าง ๆ ใช่ไหมครับ ? บางทีก็ในอีเมล บางทีก็ใน Google Drive, Jira หรือ Confluence ซึ่งต้องเสียเวลาสลับไปสลับมาน่าดู แต่ Agentspace จะเข้ามาแก้ปัญหานี้ด้วยคอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า “Unified Enterprise Search” หรือ “การค้นหาข้อมูลแบบครบวงจร” ที่จะดึงข้อมูลทั้งหมดจากระบบต่าง ๆ ในองค์กรเรามาไว้ในที่เดียว ทำให้เราหาข้อมูลอะไรก็เจอทันที!
นอกจากนี้ Agentspace ยังเป็นมากกว่าแค่เครื่องมือค้นหาครับ เพราะมันมีหัวใจสำคัญคือ “AI-Powered Assistant” ที่จะช่วยตอบคำถาม สรุปเอกสาร หรือแม้แต่สร้างเนื้อหาใหม่ๆ โดยอ้างอิงจากข้อมูลในบริษัทเราได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องกลัวว่า AI จะ “หลอน” หรือให้ข้อมูลผิดๆ อีกต่อไป
3 หัวใจสำคัญของ Agentspace: Find, Understand, Action
ถ้าจะให้สรุปความสามารถของ Agentspace แบบสั้น ๆ และเข้าใจง่ายที่สุด มันคือการทำงานตามหลักการ 3 ขั้นตอนนี้ครับ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้มันเหนือกว่าผู้ช่วย AI ทั่วไป:
1. FIND: ค้นหาข้อมูลแบบครบวงจร
ปัญหาคลาสสิกขององค์กรคือข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ในหลาย ๆ ที่ ทั้ง Google Drive, Salesforce, Jira, หรือ Confluence แต่ Agentspace จะเชื่อมต่อและดึงข้อมูลเหล่านี้มาไว้ในที่เดียวด้วยฟีเจอร์ Unified Enterprise Search ทำให้เมื่อเราต้องการข้อมูลอะไรก็สามารถค้นหาได้เจอทันที โดยไม่ต้องสลับหน้าจอไปมาให้เสียเวลา
2. UNDERSTAND: ทำความเข้าใจและวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง
เมื่อ Agentspace “เจอ” ข้อมูลแล้ว ก็จะใช้ความสามารถของ Gemini ในการ “ทำความเข้าใจ” และวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นต่อทันทีครับ เช่น เมื่อเราถามว่า “สรุปยอดขายไตรมาสที่ 3” Agentspace จะไม่ได้แค่หาไฟล์มาให้ แต่มันจะเข้าไปอ่านข้อมูล สรุปตัวเลขสำคัญ และสรุปประเด็นหลักให้เราได้เลย
3. ACTION: ลงมือทำตามคำสั่งได้ทันที
นี่คือจุดที่ทำให้ Agentspace แตกต่างอย่างแท้จริงครับ เพราะมันไม่ได้แค่ตอบคำถามหรือสรุปข้อมูล แต่สามารถ “ลงมือทำ” ตามคำสั่งของเราได้ด้วย เช่น เมื่อเราสั่งให้มัน “สร้างตารางสรุปผลการสำรวจลูกค้าเป็นไฟล์ Google Sheet” Agentspace ก็สามารถทำได้เลย หรือแม้แต่สั่งให้ “ส่งอีเมลถึงทีมขายพร้อมแนบรายงานฉบับล่าสุด” มันก็ทำได้เหมือนกันครับ
หน้าตาโครงสร้างของ Agentspace: แตกต่างจาก Gemini Apps ยังไง ?
หลายคนอาจจะสงสัยว่า Agentspace ต่างจาก Gemini Apps ที่เราใช้กันทั่วไปยังไง ผมขออธิบายแบบนี้ครับ
ตัวอย่างหน้าตา Agentspace ขององค์กร สังเกตว่านอกจากเป็น Unified Search ยังมีเมนูต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในการทำงานแต่ละวันของผู้ใช้มากมาย
ถ้า Gemini Apps คือ AI อัจฉริยะที่เก่งรอบด้าน Agentspace ก็คือ แพลตฟอร์มที่นำ Gemini มาสร้างเป็นผู้ช่วยที่ทำงานเฉพาะทางในองค์กร โดยหัวใจสำคัญของมันคือโครงสร้างที่มีส่วนประกอบหลัก 3 อย่างที่ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว:
- Foundation Models: ส่วนนี้คือมันสมองหลัก ซึ่งก็คือ Gemini ที่มีความสามารถในการทำความเข้าใจและสร้างภาษาที่ซับซ้อน
- Knowledge Base: ส่วนนี้คือแหล่งความรู้ที่ทำให้ AI ฉลาดขึ้น โดย Agentspace สามารถเชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลต่างๆ ขององค์กรได้แบบครบวงจร (Unified Enterprise Search) เช่น Google Drive, Jira, Confluence หรือแม้แต่ Microsoft SharePoint
- Agents and Action: ส่วนนี้คือแขนขาของ AI ที่ทำให้มันลงมือทำได้จริง ซึ่งเป็นได้ทั้ง Premade Agent ที่ Google สร้างมาให้แล้ว หรือ Custom AI Agent ที่เราสร้างขึ้นมาเองเพื่อทำงานตาม Workflow เฉพาะของบริษัท
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Agentspace ถึงเป็นมากกว่าแค่การคุยกับ AI แต่เป็นการใช้ AI เพื่อทำงานจริงๆ โดยอาศัยข้อมูลและความรู้ภายในองค์กรของเราเอง
Agentspace Tools และ Sources ที่ใช้งานง่าย
จากภาพต่อไปนี้จะเห็นเลยครับว่าหน้าตาของ Agentspace นั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายมากๆ เหมือนกับการคุยกับ AI ทั่วไป แต่มีความพิเศษตรงที่เราสามารถเลือก “Tools” และ “Sources” ได้เองตามต้องการครับ
- Tools (เครื่องมือ): นี่คือความสามารถที่ Agent สามารถนำไปใช้ได้ครับ มีให้เลือกตั้งแต่ Search internal sources (ค้นหาข้อมูลภายใน), Search the web (ค้นหาข้อมูลจากเว็บ), ไปจนถึงการ Generate a video/image (สร้างวิดีโอ/ภาพ) หรือแม้แต่ Run Deep Research (ทำวิจัยเชิงลึก) ได้เลย
- Sources (แหล่งข้อมูล): นี่คือแหล่งความรู้ที่ทำให้ Agent ตอบคำถามได้ตรงจุดและแม่นยำยิ่งขึ้นครับ ในภาพจะเห็นว่ามี Sources พื้นฐานที่เชื่อมต่อได้ง่ายๆ เช่น Calendar, Drive, Groups, Mail และ Sites ซึ่งเหล่านี้คือตัวอย่างที่เราสามารถเปิดใช้งานได้ทันที แต่ในอนาคตองค์กรสามารถเพิ่มแหล่งข้อมูลอื่นๆ เข้ามาได้อีกเพียบเลยครับ
การที่มีเครื่องมือและแหล่งข้อมูลให้เลือกใช้งานอย่างอิสระแบบนี้ ทำให้เราควบคุม AI Agent ได้อย่างสมบูรณ์ และมั่นใจได้ว่ามันจะทำงานได้ตามที่เราต้องการครับ
Premade Agent vs Custom AI Agent แตกต่างกันอย่างไร ?
ตรงจุดนี้แหละครับที่น่าสนใจมาก เพราะ Agentspace มี Agent ให้เราเลือกใช้ 2 แบบหลักๆ:
1. Premade Agent (Made by Google)
นี่คือ Agent สำเร็จรูปที่ Google สร้างมาให้แล้วพร้อมใช้งานได้ทันทีครับ ซึ่งจะมีความแตกต่างจาก Gemini Gems อยู่ตรงที่…
- Gemini Gems: จะเน้นไปที่การสร้าง “ผู้ช่วยส่วนตัว” สำหรับผู้ใช้งานแต่ละคนครับ เป็นเหมือนการกำหนด Persona และคำสั่งพื้นฐานให้กับ Gemini เพื่อให้มันตอบคำถามหรือสร้างเนื้อหาได้ตรงใจเรามากขึ้น เช่น เราอาจจะสร้าง Gem สำหรับเป็น “โค้ชออกกำลังกาย” ที่รู้ข้อจำกัดด้านร่างกายของเรา หรือ “ผู้ช่วยเขียนโค้ด” ที่เข้าใจภาษาที่เราถนัด
- Premade Agent ใน Agentspace: จะเน้นไปที่การทำงานใน “บริบทขององค์กร” ครับ เป็น Agent ที่ Google พัฒนามาให้มีทักษะเฉพาะด้านสำหรับงานในระดับธุรกิจโดยตรง ซึ่งนอกจากจะเก่งกาจในเรื่องที่ทำแล้ว มันยังสามารถเข้าถึงและทำงานกับข้อมูลขององค์กรเราได้อย่างปลอดภัยและเป็นระบบอีกด้วย ทำให้เราได้ AI Agent ที่มีความสามารถเหนือกว่า Gemini Gems ไปอีกขั้น กล่าวคือมันสามารถทำงานแทนเรา ณ เวลาที่เราไม่ได้อยู่ที่หน้าจอแบบ Agentic AI นั่นเอง
- Deep Research Agent: เหมาะสำหรับนักวิจัยหรือคนทำธุรกิจที่ต้องการสรุปและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากแหล่งข้อมูลทั้งภายในและภายนอก
- Idea Generation Agent: ตัวนี้แหละครับที่เจ๋งสุดๆ ! มันไม่ได้แค่ Brainstorm ไอเดียแบบทั่วไป แต่ใช้ระบบการแข่งขันเพื่อคัดเลือกและจัดอันดับไอเดียที่ดีที่สุดให้เราเลย เหมาะกับทีม Product, Marketing หรือใครที่ต้องการไอเดียแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร แนะนำให้ลองใช้ครับ !
2. Custom AI Agent
ถ้า Premade Agent ยังไม่ตอบโจทย์ Workflow ที่ซับซ้อนของบริษัทเรา เราก็สามารถสร้าง Custom AI Agent ขึ้นมาเองได้ครับ ซึ่งเครื่องมือที่ Google ให้มาก็ใช้งานง่ายมากๆ ในแบบ No-code Agent Designer ทำให้เราสามารถสร้าง Agent ที่มีความสามารถเฉพาะทางได้ เช่น:
- Agent สำหรับฝ่าย HR ที่ช่วยหาข้อมูลพนักงานหรือสร้างเอกสารสัญญาจ้าง
- Agent สำหรับฝ่ายขายที่ช่วยสรุปข้อมูลลูกค้าจากหลายๆ แหล่ง
ทีเด็ดที่อยากแนะนำ: Idea Generation Agent
ตัวนี้แหละครับที่ผมอยากจะเน้นเป็นพิเศษ เพราะมันไม่ได้แค่ Brainstorm ไอเดียแบบทั่วไป แต่มันใช้ระบบการแข่งขัน (Tournament-style competition) เพื่อคัดเลือกและจัดอันดับไอเดียที่ดีที่สุดให้เราเลยครับ ลองมาดูตัวอย่างการใช้งานจริงกันดีกว่าครับ
โจทย์: โรงคั่วกาแฟ kohi kobu ที่ต้องการคิดค้นเมนูกาแฟเบลนด์ใหม่ เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่
การทำงานของ Idea Generation Agent: ผมจะป้อนข้อมูลและโจทย์เข้าไปใน Agent ดังนี้:
- เป้าหมาย: สร้างกาแฟเบลนด์ใหม่
- กลุ่มเป้าหมาย: คนรุ่นใหม่ที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ, ไม่ชอบรสชาติที่ขมจัด
- ข้อจำกัด: กาแฟต้องมีรสชาติและกลิ่นที่โดดเด่น, ดื่มง่าย, ใช้เมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกในไทย
- ข้อมูลอ้างอิง: เชื่อมต่อกับข้อมูล Customer Feedback ของร้าน, เทรนด์การบริโภคกาแฟล่าสุด, และข้อมูลโปรไฟล์เมล็ดกาแฟต่างๆ
หลังจากนั้น Agent จะเริ่มกระบวนการแข่งขันครับ มันจะสร้างไอเดียเบลนด์กาแฟออกมาหลายสิบแบบ เช่น “กาแฟเบลนด์กลิ่นมะลิ”, “เบลนด์กาแฟคั่วกับโคลอมเบียเกชา”, “เบลนด์กาแฟที่ชวนครุ่นคิดชื่อ Zanshin” จากนั้นมันจะเริ่มให้คะแนนและคัดเลือกไอเดียที่ดีที่สุดโดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เราให้ไป
หลังจากผ่านการประเมินหลายรอบ Agentspace จะนำเสนอไอเดียที่ชนะการแข่งขันออกมาเป็นอย่างนี้ครับ
ชื่อเบลนด์: “Komorebi” คะแนน: 1592
แนวคิด: Komorebi คือการผสมผสานกาแฟที่ก้าวล้ำ นำชื่อมาจากภาษาญี่ปุ่นที่หมายถึงแสงอาทิตย์ที่ส่องลอดใบไม้ ซึ่งสะท้อนรสชาติที่ละเอียดอ่อน ล้ำลึก และสง่างามตามธรรมชาติ
“ความก้าวหน้าในรอบศตวรรษ” ของกาแฟนี้คือการผสมผสานอย่างพิถีพิถันของเมล็ดกาแฟอาราบิก้าคุณภาพสูงจากสามแหล่งกำเนิดที่แตกต่างกัน ได้แก่ โคลอมเบีย เอธิโอเปีย และคอสตาริกา โดยแต่ละชนิดไม่เพียงแต่ถูกเลือกจากแหล่งกำเนิดเท่านั้น แต่ยังถูกคัดเลือกจาก วิธีการแปรรูปที่ทันสมัยและเฉพาะเจาะจง (Thermal Shock washed, Extended Natural, Anaerobic Honey) ซึ่งสร้างมิติที่โดดเด่นและส่งเสริมซึ่งกันและกัน จนเกิดการผสมผสานที่ลงตัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
กาแฟเบลนด์นี้ผ่านการสร้างสรรค์อย่างประณีต มอบโปรไฟล์รสชาติที่ซับซ้อน เริ่มต้นด้วยกลิ่นดอกไม้และซิตรัสที่สดใส ตามมาด้วยความหวานฉ่ำของผลไม้สโตนฟรุต และปิดท้ายด้วยรสชาติที่ซับซ้อนของเครื่องเทศที่ละเอียดอ่อนและความอบอุ่น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการคั่วที่เหมาะสมสำหรับเมล็ดกาแฟแต่ละชนิด และการผสมผสานหลังการคั่วอย่างแม่นยำ เพื่อมอบประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่กลมกลืนอย่างลึกซึ้ง
เหตุผลที่ชนะ: Agentspace ใช้ไอเดียของ Komorebi สู้กับไอเดียอื่นๆ กว่า 43 matches ชนะ 38 matches ซึ่งประเมินโดย Expert ในแต่ละ turn ครับ (แต่ถ้าไอเดียอื่นอาจสู้กันมากกว่า 43 matches ก็ได้ เช่น Aki No Satori ถูกเทียบกว่า 275 matches)
Agentspace ได้สรุปเหตุผลที่เลือกไอเดียนี้ไว้ว่า…
- มันคือการสร้างสรรค์ที่ทำได้จริง: ในขณะที่ไอเดีย “Aki No Satori” เป็นเพียงแนวคิดในเชิงทฤษฎีที่ยากจะทำได้จริง “Komorebi” กลับเป็นไอเดียที่อาศัยเทคนิคที่พิสูจน์แล้วในวงการ ทำให้มีความน่าจะเป็นสูงที่จะสามารถผลิตและนำไปวางขายได้จริง
- มันเป็นไอเดียที่ “ถูกใจ” ผู้บริโภคมากกว่า: แม้ “Aki No Satori” จะมีความล้ำทางวิทยาศาสตร์สูง แต่รสชาติที่แปลกใหม่อาจจะไม่ถูกปากคนส่วนใหญ่ ในทางกลับกัน “Komorebi” เป็นไอเดียที่ใช้เทคนิคที่ล้ำสมัยเพื่อสร้างรสชาติที่ซับซ้อนแต่ยังคงความอร่อยและน่าดึงดูดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟพิเศษ
เห็นไหมครับว่ามันไม่ธรรมดาเลย มันช่วยให้เราได้ไอเดียที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่การระดมสมองแบบสุ่ม ๆ เหมาะกับทีม Product, Marketing หรือใครที่ต้องการไอเดียใหม่ ๆ แบบสุดล้ำจริง ๆ ครับ
Agentspace คือ Space ของ Agent ทั้งจาก Google และ Partner
1P (First-Party) Agents: Agent ที่เราสร้างขึ้นเอง
- Your enterprise agents: Agent กลุ่มนี้คือ Agent ที่สร้างขึ้นโดยทีม Developer หรือ Engineer ภายในองค์กรของเราเอง ซึ่งอาจจะใช้เครื่องมืออย่าง Vertex AI หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ เพื่อสร้าง Agent ที่มีฟังก์ชันการทำงานที่ซับซ้อนและเฉพาะทางมากๆ
- Your user-built agents: Agent กลุ่มนี้ก็คือ Custom AI Agent ที่พนักงานทั่วไปในองค์กรสามารถสร้างขึ้นมาใช้เองได้ง่ายๆ ด้วยเครื่องมือแบบ No-code ของ Agentspace ครับ
3P (Third-Party) Agents: Agent จากภายนอก
- Expert Google-built agents: นี่ก็คือ Premade Agent ที่ผมพูดถึงไปก่อนหน้านี้ครับ เป็น Agent สำเร็จรูปที่ Google สร้างมาให้แล้วพร้อมใช้งานได้ทันที มีทักษะเฉพาะทางสูง เช่น Deep Research Agent หรือ Idea Generation Agent
- Google Cloud Marketplace agents: กลุ่มนี้คือ Agent ที่พัฒนาโดยบรรดาพันธมิตรของ Google Cloud ครับ ซึ่งจะมีความหลากหลายและเฉพาะเจาะจงกับอุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้น ทำให้องค์กรมีตัวเลือกในการนำ AI ไปใช้งานได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ซึ่งเราสามารถเลือกใช้ Agent ผ่าน Agent Gallery บน Agentspace ได้เลย ซึ่งขึ้นอยู่กับองค์กรจะตั้งค่า Agent ในส่วนนี้ไว้อย่างไรบ้างด้วยนะครับ
Agentspace มาพร้อมกับ NotebookLM Enterprise ไม่ต้องซื้อแยก !
มีข่าวดีที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบครับ คือตอนนี้ NotebookLM Enterprise ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์และสรุปเอกสารได้อย่างชาญฉลาด ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจ Agentspace Enterprise เรียบร้อยแล้วครับ
หมายความว่าเมื่อคุณสมัครใช้งาน Agentspace Enterprise คุณจะได้รับความสามารถของ NotebookLM Enterprise ไปด้วยเลยโดยไม่ต้องซื้อแยก! ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถเริ่มต้นใช้งาน AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากเอกสารต่างๆ ของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะขยับไปสร้าง AI Agent ที่ซับซ้อนขึ้นในภายหลังครับ
อ่านเพิ่มเติม : Take note ยังไงให้โลกจำ! มาลองใช้สมุดโน๊ตพลัง AI บน NotebookLM กันเถอะ
เบื้องหลังความเทพของ Agentspace: สำหรับนักพัฒนา
สำหรับเพื่อนๆ ที่เป็นสาย Developer หรือ Cloud Engineer คงอยากรู้ว่า Agentspace มีความยืดหยุ่นแค่ไหนในการสร้าง Agent ที่ซับซ้อน ซึ่งภาพนี้ก็ตอบโจทย์ได้ชัดเจนครับ เพราะ Google Agentspace ไม่ได้ปิดกั้นนักพัฒนาเลย แต่กลับเปิดทางให้เราสร้างและเชื่อมต่อ Agent ได้หลากหลายรูปแบบ:
- Agent Engine: จุดสำคัญคือเราสามารถ Deploy Agent ที่พัฒนาด้วย Vertex AI Agent Engine มายัง Agentspace ได้เลย ทำให้ Developer สามารถโฟกัสกับการสร้าง Logic ของ Agent ได้อย่างเต็มที่ และใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม Agentspace ในการเผยแพร่และเชื่อมต่อกับข้อมูลขององค์กรได้ง่ายขึ้น กล่าวคือไม่ต้องทำหน้า Frontend ใหม่ ใช้ Agentspace เลยก็ได้พนักงานที่เป็น AI อีกคน
- ความยืดหยุ่นในการสร้าง: เราสามารถเลือกใช้ Framework ที่คุ้นเคยได้เลยครับ ไม่ว่าจะเป็น LangChain, CrewAI หรืออื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงการเชื่อมต่อกับเครื่องมือทั้งภายใน (Google Cloud Tools) และภายนอก (Open API) ได้อย่างง่ายดาย
- ความสามารถในการเชื่อมต่อ (Tools): Agentspace มีเครื่องมือให้เลือกใช้มากมาย ซึ่งรวมถึง Built-in tools ที่มีอยู่แล้ว, Custom tools ที่เราสร้างขึ้นเอง, Google Cloud Tools และที่สำคัญคือ MCP tools หรือเครื่องมือจากผู้ให้บริการ Cloud อื่น ๆ ด้วย ทำให้ Agent ของเราสามารถทำงานข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างไร้รอยต่อ ตอบโจทย์องค์กรที่ใช้กลยุทธ์ Multi-cloud ได้เป็นอย่างดีเลยครับ
- เลือกใช้ Model ได้ตามใจ: ไม่ได้มีแค่ Gemini แต่เรายังสามารถเลือกใช้ Model อื่น ๆ จาก Model Garden หรือแม้แต่ Fine-tuned models ที่ปรับแต่งมาเพื่อธุรกิจของเราโดยเฉพาะได้
- ครบเครื่องด้วย Observability และ Evaluation: Google ยังมีเครื่องมือช่วย Monitor และประเมินผลการทำงานของ Agent ให้ด้วย เช่น Cloud Logging และ Vertex AI Evaluation ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการนำ Agent ไปใช้งานจริงในระดับ Production
เรียกได้ว่าไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานทั่วไปที่ใช้ No-code หรือเป็นนักพัฒนาที่ต้องการสร้าง Agent ที่ซับซ้อน Agentspace ก็มีเครื่องมือที่ตอบโจทย์ทั้งหมดครับ
มาดูแพ็กเกจราคากันบ้าง: มีอะไรให้เลือกบ้าง ?
เรื่องราคาถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ ซึ่ง Agentspace ก็มีแพ็คเกจให้เลือกหลากหลายตามความต้องการขององค์กรครับ โดยคิดราคาเป็นแบบรายผู้ใช้ต่อเดือน
Google Agentspace NotebookLM:
- ราคา: $9 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- เหมาะสำหรับ: งานวิจัยหรืองานเอกสารในองค์กรที่เน้นการทำตามกฎระเบียบ
- ฟีเจอร์เด่น: สร้าง/แชร์โน้ตบุ๊ก, สรุปเสียง, ควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง (IAM), โหมดโต้ตอบ
Google Agentspace Frontline:
- ราคา: $9 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- เงื่อนไข: ต้องมีผู้ใช้ Enterprise จำนวน 150 คนขึ้นไป
- เหมาะสำหรับ: พนักงานส่วนหน้า (Frontline workers) ที่ต้องการ AI Agent ช่วยทำงาน
- ฟีเจอร์เด่น: พื้นที่เก็บข้อมูล 2GB, ค้นหาข้อมูลแบบ 1P และ 3P, สร้างข้อความ, สั่งงานและลงมือทำ (Tasks and actions), รองรับการใช้ Agent แบบทั้ง No-code และ Full-code
Google Agentspace Enterprise:
- ราคา: $25 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- เหมาะสำหรับ: พนักงานทั่วไป (Knowledge workers) ที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งาน Gen AI
- ฟีเจอร์เด่น: พื้นที่เก็บข้อมูล 30GB, ค้นหาข้อมูลแบบ 1P และ 3P, สร้างข้อความ, สร้างสื่อ (Media generation), สั่งงานและลงมือทำ (Tasks and actions), รองรับการใช้ Agent แบบทั้ง No-code และ Full-code
Google Agentspace Enterprise Plus:
- ราคา: $45 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- เงื่อนไข: ต้องมีผู้ใช้ 50 คนขึ้นไป
- เหมาะสำหรับ: พนักงานทั่วไป (Knowledge workers) ในองค์กรที่ต้องการใช้งาน AI ขั้นสูง
- ฟีเจอร์เด่น: พื้นที่เก็บข้อมูล 75GB, ค้นหาข้อมูลแบบ 1P และ 3P, สร้างข้อความ, สร้างสื่อ (Media generation), สั่งงานและลงมือทำ (Tasks and actions), รองรับการสร้างและใช้งาน Agent แบบ 1P ได้อย่างเต็มรูปแบบ
(ข้อมูล ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2025 ราคานี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้)
สรุปแล้ว Agentspace คือ Game Changer ที่จะเข้ามาช่วยให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าองค์กรไหนอยากลองนำไปใช้ ผมว่าถึงเวลาแล้วครับที่จะเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของ AI ที่ทำงานร่วมกับคนได้อย่างลงตัวครับ

