สรุปสั้นอ่านจบใน 1 นาที
SASE (Secure Access Service Edge) คือ สถาปัตยกรรมด้านเครือข่ายและความปลอดภัยที่รวมการเชื่อมต่อและการป้องกันไว้ในบริการเดียวบนระบบ Cloud เทคโนโลยีนี้เข้ามาแก้ปัญหาของ VPN แบบเดิม ที่มักทำให้การเชื่อมต่อล่าช้าและเสี่ยงต่อการถูกโจมตีไซเบอร์แบบเหวี่ยงแห
ข้อมูลจาก Gartner คาดการณ์ว่าภายในปี 2028 การเข้าถึงระบบองค์กรจากระยะไกลกว่า 70% จะเปลี่ยนมาใช้แนวทาง Zero Trust อย่าง SASE แทน VPN (จากปัจจุบันที่มีเพียง 10%) การเปลี่ยนมาใช้ SASE ช่วยให้องค์กรลดต้นทุนรวม (TCO) ทำงานได้เร็วขึ้น เพราะเป็นการเชื่อมต่อตรงผ่าน Cloud ที่ใกล้ผู้ใช้ที่สุด นอกจากนี้ยังจำกัดความเสียหายหากถูกเจาะระบบ เนื่องจาก SASE จะให้สิทธิ์เข้าถึงเฉพาะแอปพลิเคชันที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ถือเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ยุคการทำงานไร้ขอบเขต
SASE คืออะไร ? นิยามที่ผู้บริหารต้องเข้าใจ
SASE คือ (ย่อมาจาก Secure Access Service Edge) แนวคิดการรวมความสามารถด้านเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยไว้ด้วยกันบนระบบ Cloud หน้าที่หลักคือการช่วยให้พนักงานเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลขององค์กรได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ไม่ว่าจะนั่งทำงานจากมุมใดของโลก โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในสำนักงาน
หลักการทำงานของ SASE คือการย้ายจุดตรวจสอบความปลอดภัยจากเซิร์ฟเวอร์ในสำนักงาน ไปไว้บน Cloud ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้งานมากที่สุด ระบบจะตรวจสอบความปลอดภัยและเลือกเส้นทางเชื่อมต่อที่เหมาะสมที่สุดโดยอัตโนมัติ สำหรับองค์กรแล้ว SASE ช่วยลดความซับซ้อนของระบบ IT ขยายสาขาใหม่ได้รวดเร็ว และบริหารจัดการทุกอย่างได้จากศูนย์กลาง
ทำไม VPN แบบเดิมเริ่มเอาไม่อยู่ในยุค Cloud-First
VPN ถูกออกแบบมาในยุคที่ข้อมูลทุกอย่างเก็บอยู่ในศูนย์ข้อมูลของบริษัท แต่เมื่อองค์กรย้ายมาใช้แอปพลิเคชันบน Cloud การใช้ VPN จึงกลายเป็นคอขวด การเชื่อมต่อทุกครั้งต้องวิ่งกลับมาที่สำนักงานก่อน แล้วจึงออกไปยัง Cloud อีกครั้ง ทำให้ระบบทำงานช้าและสร้างความหงุดหงิดให้ผู้ใช้งาน
นอกจากปัญหาความล่าช้า VPN ยังเปรียบเสมือนประตูบานเดียว หากอุปกรณ์ VPN ขาดการอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยและถูกผู้ไม่หวังดีเจาะระบบได้ แฮกเกอร์จะสามารถเข้าถึงเครือข่ายขององค์กรได้ทั้งหมดทันที นี่จึงเป็นเหตุผลที่ระบบความปลอดภัยแบบเดิมไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป
SASE vs VPN แตกต่างกันอย่างไร ?
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง SASE vs VPN คือเรื่องสิทธิ์การเข้าถึง VPN ให้สิทธิ์เข้าถึงเครือข่ายทั้งหมดเมื่อทำการเชื่อมต่อสำเร็จ ในขณะที่ SASE ใช้หลักการ Zero Trust คือการให้สิทธิ์เข้าถึงเฉพาะแอปพลิเคชันหรือข้อมูลที่จำเป็นสำหรับพนักงานคนนั้น ๆ เท่านั้น
ตารางเปรียบเทียบ SASE และ VPN แบบเดิม

ด้วยสถาปัตยกรรมแบบนี้ หากบัญชีผู้ใช้งานถูกขโมย แฮกเกอร์จะเข้าถึงข้อมูลได้แค่ส่วนที่บัญชีนั้นมีสิทธิ์เท่านั้น ช่วยจำกัดความเสียหายไม่ให้ลุกลามไปยังระบบอื่น
SD-WAN คืออะไร และเกี่ยวข้องกันอย่างไร ?
SD-WAN คือ เทคโนโลยีที่บริหารจัดการเครือข่ายระหว่างสาขาให้เสถียรและประหยัดต้นทุน ขณะที่ SASE คือการนำข้อดีของ SD-WAN มาผสานรวมเข้ากับ Cloud Security
SD-WAN อย่างเดียวอาจยังไม่มีระบบความปลอดภัยที่ครอบคลุมการทำงานจากระยะไกล SASE จึงเข้ามาเติมเต็มจุดนี้ ทำให้องค์กรได้ทั้งความเร็วในการเชื่อมต่อระดับ SD-WAN และความปลอดภัยระดับ Zero Trust ภายในบริการเดียว
ROI และ TCO: ความคุ้มค่าเมื่อเปลี่ยนมาใช้ SASE
การปรับเปลี่ยนระบบมาสู่ SASE ช่วยองค์กรประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพได้ในหลายมิติ
- ลด TCO (Total Cost of Ownership): ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อฮาร์ดแวร์ และลดภาระทีม IT ที่ต้องคอยดูแลระบบเครือข่ายและความปลอดภัยแยกส่วนกัน
- เพิ่ม ROI (Return on Investment): พนักงานทำงานได้เร็วขึ้น ลดปัญหา Downtime จากภัยคุกคามทางไซเบอร์
- Time-to-Market เร็วขึ้น: รองรับการเปิดสาขาใหม่หรือเพิ่มจำนวนพนักงานได้ทันทีผ่านระบบ Cloud โดยไม่ต้องรอติดตั้งอุปกรณ์
ยกระดับเครือข่ายองค์กรไปกับ Tangerine
การเปลี่ยนผ่านจาก VPN มาสู่ SASE ต้องอาศัยการวางแผนโครงสร้างที่แม่นยำ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำงาน แทนเจอรีน (Tangerine) ในฐานะ System Integrator (SI) ชั้นนำของไทย มีทีมผู้เชี่ยวชาญพร้อมออกแบบสถาปัตยกรรม SASE ให้สอดคล้องกับธุรกิจของคุณ ตั้งแต่การประเมินระบบ การ Migration ไปจนถึงการดูแลอย่างต่อเนื่อง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
SASE คืออะไร ?
- SASE (Secure Access Service Edge) คือบริการบนคลาวด์ที่รวมระบบเครือข่ายและความปลอดภัยเข้าด้วยกัน ช่วยให้พนักงานเข้าถึงแอปพลิเคชันองค์กรได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยจากทุกที่ โดยไม่ต้องพึ่งพาฮาร์ดแวร์ในสำนักงาน
SASE ต่างจาก VPN อย่างไร?
- VPN ให้สิทธิ์ผู้ใช้เข้าถึงเครือข่ายองค์กรได้ทั้งหมดเมื่อเชื่อมต่อสำเร็จ ทำให้มีความเสี่ยงสูงหากระบบถูกเจาะ ในขณะที่ SASE ใช้หลัก Zero Trust ตรวจสอบและให้สิทธิ์เข้าถึงเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น พร้อมเชื่อมต่อตรงผ่านคลาวด์ทำให้เร็วกว่าการอ้อมไปที่สำนักงาน
SD-WAN กับ SASE สัมพันธ์กันอย่างไร ?
- SD-WAN ช่วยบริหารจัดการเครือข่ายระหว่างสาขาให้มีประสิทธิภาพ ส่วน SASE คือการนำเทคโนโลยี SD-WAN มารวมกับฟังก์ชันความปลอดภัยบนคลาวด์ (Cloud Security) ทำให้องค์กรได้ทั้งเครือข่ายที่รวดเร็วและการป้องกันที่แน่นหนาในบริการเดียว
สนใจบริการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
Website: https://www.tangerine.co.th/contact-us/
Email: marketing@tangerine.co.th
Tel: 02-285-5511

